บาเยิร์นโดนตั้งข้อหาเซ่นแฟนบอลก่อเหตุวุ่น

บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน ถูกสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ตั้งข้อหาจากการที่แฟนบอลของพวกเขาวิ่งลงมาในสนาม และชูป้ายที่มีข้อความไม่เหมาะสม ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ที่ทัพ “เสือใต้” พ่าย เรอัล มาดริด 1-2 คารัง อัลลิอันซ์ อารีน่า เมื่อวันพุธที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา asia855-casino.com

ทันทีที่จบนัดดังกล่าวมันก็มีแฟนบอลคนหนึ่งที่วิ่งลงมาในสนามแบบหน้าตาเฉย แถมคนๆ นั้นยังไปจับเสื้อ ฟร้องค์ ริเบรี่ แข้งคนดังชาวฝรั่งเศสของเจ้าถิ่น รวมถึงถ่ายรูปกับบรรดานักเตะ เรอัล ด้วย
ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยว่าป้ายผ้าที่เป็นปัญหามันคือข้อความอะไร แต่ทาง ยูฟ่า ก็ตั้งข้อหา บาเยิร์น เป็นที่เรียบร้อย โดยคณะกรรมการด้านการควบคุม, จริยธรรม และระเบียบวินัยจะพิจารณาคดีดังกล่าวในวันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคมนี้

นี่นับเป็นอีกครั้งที่ บาเยิร์น ถูกองค์กรลูกหนังยุโรปตั้งข้อหาในด้านพฤติกรรมของแฟนบอล เพราะเมื่อปี 2014 พวกเขาก็เคยถูก ยูฟ่า ปรับเงิน และโดนสั่งให้ลงเล่นเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยที่ห้ามแฟนบอลเข้ามาเชียร์ทีมในบางส่วนของสนาม หลังจากที่กองเชียร์ “เสือใต้” ไปชูป้ายที่มีข้อความว่า “เกย์ กันเนอร์ส” เพื่อล้อเลียน อาร์เซน่อล มาแล้ว

มุลเลอร์เซ็งบาเยิร์นไม่คมทำพ่ายเรอัลมาดริด

โยชัว คิมมิช ส่งให้เจ้าถิ่นขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 28 แต่ทีมเยือนตามตีเสมอได้ในนาทีที่ 44 จาก มาร์เซโล่ ก่อนที่ เรอัล จะมาได้ประตูชัยจาก มาร์โก อเซนซิโอ ในนาทีที่ 57 ส่งผลให้ บาเยิร์น เสียเปรียบเยอะพอตัวสำหรับการเล่นนัดสอง ในวันอังคารที่ 1 พฤษภาคมนี้ เอสบีโอเบท.net

“เราเล่นได้ดีมากๆ เลยล่ะ เราเล่นได้ดีหลายนาที แต่เราไม่เฉียบคมมากพอ ทั้งที่ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเรามักจะจบสกอร์กันได้ดีแท้ๆ เราปล่อยให้ เรอัล รอดตายมาได้ และถึงขั้นช่วยให้พวกเขาทำลูกที่สองได้ด้วย ตอนถึงช่วงพักครึ่งนี่ผมมีความสุขมากๆ เพราะเราสร้างโอกาสทำประตูได้เยอะ” มุลเลอร์ ระบุ

ทั้งนี้ แข้งชาวเยอรมันยังกระตุ้นให้เพื่อนร่วมทีมจบสกอร์กันให้ดีกว่านี้ในการลงเล่นนัดสองด้วย “มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะทำใจยอมรับเกมแบบนี้ได้ แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าเราสามารถดวลกัลบ มาดริด ได้ เราจะมีโอกาสทำประตูแน่นอน (หมายถึงในนัดสอง) แต่เราต้องยำเกรงพวกเขาให้น้อยกว่านี้ในตอนที่มีโอกาสทำประตู เพราะนั่น (ความยำเกรง) ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเลย”